`

รีวิวการเที่ยวโตเกียวแบบ No plan 5 วัน 4 คืน

         “โคนิจิวะ” ค๊าาาาา อะ อะ อะ ไม่ต้องแปลกใจนะคะทำไมวันนี้มาทักทายแปลกๆ ที่ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นก็เพราะรีวิวนี้เราพามาไกลถึงจี้ปุ่งนี่งายยยยย :D รีวิวนี้ขอบอกว่าเป็นการมาญี่ปุ่นครั้งแรกของเราเองด้วย ฮ่าๆ ที่สำคัญมาแบบกึ่ง no plan ยังไงน่ะหรอ? เอาง่ายๆ คือแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเราไปมันเป็นช่วงหน้าร้อน แล้วก็แอบหาข้อมูลที่ช็อปปิ้งไว้นิดๆ หน่อยๆ แต่ที่ตั้งใจที่สุดในการไปทริปนี้คือ ชั้นจะต้องได้ไปกิน แซลมอน ได้กินปลาดิบ แบบสดๆ และต้องจัดมาแบบเต็มด้วย ฮ่าๆ สรุปขอติดแฮชแท็กทริปนี้ว่า #Japannoplan เลยค่ะ จะเป็นยังไงตามมาๆ ทางนี้เลยค๊าาา

Day 1

          อะมาเริ่มเข้าเรื่องกันเต๊อะ...ขอเริ่มที่สนามบินกันเลยนะค้าาาาา ทริปนี้มากัน 4 คน นั่นคือ พี่ต้น พี่ต่อ พี่น้องฝาแฝดสุดติส และเพื่อนแป๋มสุดคูลลลลลของเราเองค่ะ 55555+ เรามาลงที่สนามบิน "ฮาเนดะ" ค่ะ ถึงสนามบินประมาณ 10:30pm. แล้วที่พักที่จองไว้เข้า check in ได้ตอนประมาณช่วงบ่ายๆ แล้วทำไงละคะ? ก็นั่งเล่นนอนเล่นสนามบินไปจนเช้านั่นแหละค่ะคุณผู้ชม 55555+ ขอกด skip ข้ามมาตอนเช้าเลยละกันค่ะ พอเช้าก็เตรียมตัวออกจากสนามบิน ก่อนออกก็ไปซื้อตั๋วรถไฟฟ้าของที่นั่นการเดินทางส่วนใหญ่ที่เราศึกษามา จากที่พักไปสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่นส่วนมากเดินทางแบบ Subway เราเลยเลือกเป็นแบบ Subway อย่างเดียวจ้า นับรวมๆแล้วเราอยู่ที่ญี่ปุ่น 5 วันค่ะ หลังจากได้ตั๋วมาแล้วก็ โกๆๆๆๆ โล๊ดค้าาาา

ตั๋วแบบ 72 ชม. ใช้ได้ไม่จำกัดรอบค่ะ ตั๋วยาวๆ สีน้ำเงินต้องเก็บไว้เข้าสนามอีกรอบตอนกลับด้วยคะ สำหรับคนซื้อตั๋ว subway แบบเหมาวันต้องเก็บไว้ให้ดีๆเน้อwink

    SPONSORED

อันนี้ก็แบบ 48 ชม. ไม่จำกัดรอบเหมือนกันจ้า

แผนที่ของสถานีรถไฟแบบคร่าวๆ ที่เคาท์เตอร์ให้มา มีแบบภาษาไทยให้ด้วยจ้า

เลือกสักทางที่ใจต้องการ ตึ๊งโป๊ะ!!! ไปทาง Keikyu Line ค่ะ 55555+

ลงมารอรถไฟก็ยืนปรึกษาเส้นทางกันสะหน่อยนะคะ ไม่ได้งง แค่ไม่เข้าใจนิดโหน่ยยย ฮ่าๆ

และนี่คือ App ทั้งหมดที่เราให้ในการเดินทางทริปนี้ อยากจะบอกว่ามันช่วยได้จริงๆ นะเธ๊ออออ

ขึ้นรถไฟแล้วไปที่พักกันนนนน นี่แอบเม้าใครอยู่คะ laugh

          หลังจากเร่ร่อนเอ้ยยยยเดินทางมาสักพัก ก็ถึงที่พักสะที...บอกเลยว่าพอถึงที่พักประมาณช่วงบ่ายสามเกือบสีโมงเย็นก็หาของกินแล้วนอนกันยาวๆ ไปเลยค่ะ 5555+ 

ถ่ายจากสถานีรถไฟฟ้าลงมา แง...หลงรักตั้งแต่แว๊บแรกเลยยยยheart

ระหว่างทางเดินไปที่พักค่ะ

          บรรยากาศแถวๆ ที่พักเราค้าาาา บอกเรยว่าชอบมาก ออกมาจากตัวเมืองนิดหน่อย เงียบ สงบ แต่แอบแปลกใจว่าคนก็เยอะนะ แต่ทำไมไม่มีความวุ่นวายเลยเสมือนภาพวาดที่จับตัวคนมาวางไว้ในจุดต่างๆ ฮ่าๆ

Day 2

ตื่นมาก็เจอแจ็คพอต...ฝนตกจ้า พายุเข้าไปอี๊กกกกก TT"

          หลังจากวันแรกที่มาถึงทุกคนต่างสลบกันอย่างสงบนิ่ง เช้านี้ก็ถึงเวลาออกไปเที่ยวกันแล้วววว laugh อย่างที่บอกค่ะฝนตก แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งเราได้ ลุยฝนไปกันเลยค่ะ 555+

เห็นภาพนี้แล้วจู่ๆ ก็เพลงขึ้นมาในหัว...ในมือของฉันนั้นมีดอกไม้ ~~blush

          และวันนี้สถานีแรกที่เราเลือกไปค่ะย่าน Ueno(อูเอโน๊ะ) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามตึกม่วงนั่นเองงงงงง เราข้ามมาฝั่งตรงข้ามคือตลาด "Ameyoko" ตลาดนี้ก็เป็นแหล่งช็อปปิ้งยอดฮิตอยู่เหมือนกันเด้อ อิอิ 

ตึกม่วงอยู่ข้างหน้านิงายยยย

          สินค้าที่ตลาดนี้ก็มีให้เลือกทุกสิ่งอย่างเลยค่ะ ตั้งแต่ของสด อาหารทะเล ของฝาก ยันสินค้าแฟชั่นต่างๆ และร้านอาหารท้องถิ่นค่ะ เดินกันเพลินมากไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเลย พอเริ่มมืดก็เริ่มหิวlaugh เราตกลงกันว่าจะหาอะไรกินที่นี่เลย และไหนๆ ก็มาญี่ปุ่นทั้งทีลองหาร้านนั่งแบบ local กันดีกว่าแล้วก็หาได้สมใจ ณ บัดนั้น!!!

          ร้านที่เราเลือกโดยการสุ่ม 5555+ เดินเข้าไปในร้านโอ้โหหห คุณพระ!!! ทำไมบรรยากาศมันเหมือนในหนังมีอาแปะนั่งจิบเบียร์คุยกัน มีผู้ชายตัวโตๆ รอยสักเต็มตัว ที่สำคัญแขกในร้านไม่มีผู้หญิงค่ะคุณขาาาา เดินเข้ามาแล้วจะเดินออกไปก็กะไรอยู่ ฮ่าๆ ทำใจแข็งเดินหาที่นั่งแล้วก็มีคุณป้าคนนึงเป็นพนักงานที่ร้านเหมือนจะรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่นี่ เดินเข้ามาถามและอธิบายเมนูต่างๆ ขอบคุณพระเจ้าคุณป้าพูดภาษาอังกฤษได้คนเดียวในร้าน และที่สำคัญคุณป้าน่ารักมากๆ ดูแลอย่างดี อิอิ เลิฟๆ คุณป้ามากๆheart

          และนี่คือของที่สั่งไปรอบแรก เห็นเป็นอาหารธรรมดาอย่างงี้บอกเลยอร่อยมากกกก ของทอดทุกอย่างที่นี่มาพร้อมกับมายองเนส มะนาว ผักหั่นฝอย และสีเหลืองที่เห็นคือวาซาบิ+มัสตาร์ด ที่ดีงามเลยคือปลาหมึกชุบแป้งทอด และบาบีคิว บอกเลยว่าสั่งไปหลายรอบมากๆ :P เมนูทั้งหมด อยู่ที่จานละ 300¥ เองมั้ง ถ้าเทียบเงินไทยก็ประมาณจานละร้อยนิดๆ ค้าาาา        

          **ขอพูดถึงร้านนี้หน่อยยยย ร้านนี้ชื่อร้าน Kappa อยู่ใต้สถานีรถไฟ เอาดีๆ ตอนแรกที่เราเดินเข้าไปในร้านคือบรรยากาศบวกผู้คนในร้านมันชวนให้น่ากลัว ฮ่าๆ แต่พอเราเข้าไปนั่งในร้านแล้วเค้ารู้ว่าเราไม่ใช่คนที่นั่น รู้ว่ามาจากไทยทุกคนให้การต้อนรับดีมาก เฟรนลี่มาก บางคนถึงกับนั่งหาข้อมูลว่าที่ไทยเป็นยังไงกันเลยทีเดียว :D คุณป้าบอกว่าร้านนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ส่วนใหญ่ก็เป็นคนท้องถิ่นมานั่งกัน ทุกคนเลยรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ฮ่าๆๆ

หลังจากตีสนิทกับคุณป้า และก็ได้ชิมของฟรีมากมายที่คุณป้าแอบเอามาให้ 5555+ ก่อนกลับเลยขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันหน่อย heart

          หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็นั่งรถไฟฟ้ากลับที่พักกันโลดดด รถไฟฟ้าที่นี่รอบสุดท้ายวิ่งถึงแค่เที่ยงคืนนะคะ และตรงเวลามากๆ แทบไม่มีดีเลย์เลย เพราะฉะนั้นใครจะไปเที่ยวที่ไหนถ้าต้องใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางนี่ต้องคำนวนเวลาให้เป๊ะน๊าาา

         Day 3

          วันที่ 3 แล้วเด้ออออ เวลาผ่านไปเร็วจังฮืออออ ตื่นเช้ามาเชคโทรศัพท์พร้อมเจอ "ข้อความ" จากเพื่อนชาวต่างชาติความจริงนั้้นคือพี่ที่อยู่ที่ไทย...ไม่งงเนอะ? 5555+ นามว่า "แอนดริว" บังเอิ๊นบังเอิญเค้าเคยมาอยู่ที่ญี่ปุ่น แล้วดันอยู่ที่เมืองที่เราพักพอดี แอนดริวเลยแนะนำให้ลองไป Zushi Beach ดูเพราะมันสวยมากแล้วนั่งรถไฟฟ้าไปประมาณชั่วโมงครึ่งเอง หืมมมมมได้ยินอย่างงี้จะรอช้าอยู่ใยปรับแผนการเที่ยวใหม่สิคะ ให้มันสมกับคอนเซ็ป #Japannoplan 555+ มาๆ ประชุมแผนใหม่ สรุปเดี๋ยววันนี้เราไปเดินช็อปปิ้ง 2 ที่ คือ Shimokitazawa และก็ไปต่อที่ Shibuya แล้วพรุ่งนี้ไป Beach กัน โอเคตามน๊านนนน

ระหว่างรอรถไฟไป Shimokitazawa

และแล้วก็...นั่งรถไฟผิดสายจ้า!!! ถ่ายรูปเล่นไปก่อนเนอะแอคอาร์ทสมาร์ทด็อกมากค่ะเพื่อน 5555+

          หลังจากที่เรานั่งรถไฟผิดสาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก ฮ่าๆ เราก็มาถึงแล้วค่ะ "Shimokitasawa" ที่นี่เป็นย่านเดินเล่น-ช็อปปิ้ง ที่ยอดนิยมย่านนึงในโตเกียวเลยค่ะ ของขายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ามือสอง ทั้งแบร์นเนมและแฟชั่นทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นย่านที่เด็กแนวไม่ควรพลาดมาเดิน หรือจะมาถ่ายรูปแบบชิคๆ รับรองได้ไปไม่ต่ำกว่าร้อยรูปแน่ๆ เพราะเราพิสูจมาล้าววววว ฮ่าๆๆ

ร้านแรกที่เดินมาเจอ คนขายก็ยืนคุมร้านแบบคูลๆ

เดินเข้าไปข้างส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า และของแบรนด์เนมมือสองจ้า

          ออกมาเดินข้างนอกกันบ้างค๊าาา ที่นี่โดยรวมเหมือนเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีทั้งบ้านคนที่อยู่อาศัย และเปิดเป็นร้านค้าเล็กๆ น่ารักมากกก เดินไปเดินมาลักษณะเหมือนเดินขึ้นเขาลงเขาเลยค่ะ สามารถเดินได้ทั่วเลยไม่ต้องกลัวหลงเพราะเดี๋ยวเราเดินไปเรื่อย มันจะวนมาอยู่ที่เดิมเองค่ะ 555+ 

บรรยากาศที่ Shimokitasawa

จะถ่ายร้านกาแฟ พี่แกก็ไม่ลุกสะที อะจ่ะถ่ายพี่มาด้วยก็ได้ แฮร่!!!

เดินมาเจอร้านดอกไม้ อะอะขอสะหน่อยนะคะ 5555+

ร้านขนมโบราณ ก็คล้ายบ้านเราเหมือนกันเนอะlaugh

ตอนเป็นเด็กๆ คงเป็นช่วงเวลาที่หาความสุขได้ง่ายที่สุดแล้วมั้ง smiley

น้องหมีก็มานาจาาา

          เดินจนหมดแรงแล้วก็หาของกินค้าาา รออะไร ได้ทาโกะยากิมาค้าาา เอาตรงๆ ตอนสั่งไม่รู้เลยว่าไส้อะไรบ้าง เพราะป้ายเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดคนขายก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วรู้สึกว่าคุยกันเข้าใจน่าาา 5555+ รสชาติก็ค่อนข้างต่างจากที่ไทยเลยอะ บอกไม่ถูกcheeky

          และสำหรับโกโก้กระป๋องละ 100¥ กระป๋องนี้...ไปสุ่มหยอดตู้มาค่ะ ทำไมถึงบอกว่าสุ่มหรอ? เพราะที่ญี่ปุ่นมีตู้เครื่องให้หยอดเยอะมากกก แทบทุกมุมถนนและราคาจะอยู่ที่ประมาณกระป๋องไม่เกิน 150¥ เราเองก็ลองเกือบทุกตู้เหมือนกัน ฮ่าๆ แต่โกโก้กระป๋องนี้คือที่สุดในใจเจ๊ค่ะ heart ดีงามพระราม 8 9 10 อารมณ์เหมือนได้กินไมโลแจกตอนเด็กๆ ที่โรงเรียนเลยแหละ คือชอบ  อะอะอะจบเรื่องเรื่องโกโก้มั้ยละ? 5555+ ไปต่อกันที่ Shibuya กันค้าาาา

           ท๊าดาาาาา... ถึงแล้ววว Shibuya 5 แยกที่เรื่องลือ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยรูปของข้าพเจ้ามีแค่นี้จริงๆ เพราะไปถึงก็ไฟเขียวไม่มีโอกาสให้หยุดถ่ายดีๆ เล๊ยยยcrying

Shibuya

          จะบอกว่ารูปบางรูปที่เห็นร้านค้าบางร้านปิดไป ไม่ต้องแปลกใจนะคะ เพราะเดินมาราธอนมากกกก ไม่ค่อยได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเลย :D ที่ Shibuya ถือว่าเป็นย่านยอดนิยมที่สุดในโตเกียวเลยก็ว่าได้ ใครมาญี่ปุ่น ร้อยทั้งร้อยไม่พลาดที่จะมาที่นี่แน่ๆ ห้างและร้านค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเป็นสินค้าแฟชั่น รองเท้า กระเป๋า แล้วก็มีร้านอาหารอยู่เยอะพอสมควรเลยค่ะ ดังนั้นถ้าใครจะมาช็อปปิ้งที่นี่เชคลิสร้านค้าและของที่อยากได้มาได้เลย รับรองมีครบทุกอย่าง ครบทุกแบรนด์ที่คุณเรียกหา ลำบากเงินในกระเป๋าเจงๆ กลับไทยคราวนี้บอกได้เลยว่า "ล้มละลาย" จ้าาาา 5555+

ABC Mart ร้านนี้มีรองเท้าครบทุกแบรนด์ และอิชั้นก็เสียทรัพย์ไปกับร้านนี้ :D

มีร้านอาหารอยู่ข้างล่างด้วยค้าาา

          สิ่งที่สังเกตุได้เมื่อมาญี่ปุ่นค่ะ พื้นที่ทุกตารางเค้าใช้สอยได้คุ้มมากๆ และไอเดียการตกแต่งก็ไม่ธรรมดาจริงๆ หลายตึกที่มีร้านอาหารอยู่ชั้นใตดิน อยู่ในมุมตึกเล็กๆ แต่ด้วยการตกแต่งมันทำให้ไม่ดูอึดอัด แต่ตรงกันข้ามมันกับดึงดูดน่าเข้าทุกร้านจริงๆ เลยนิ๊ wink

          หลังจากเดินตามหาของที่อยากได้กันอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีใครเตือนสติให้หยุดซื้อทั้งนั้น 55555+ เดินจนร้านเริ่มปิดเรื่อยๆ เราก็เริ่มหิวแล้วสิค้าาาา เพราะใช้พลังงานเยอะมากสินะ ตกลงปลงใจกินที่ร้านนี้ ไม่รู้ชื่อร้านอะไรนะ แต่เป็น Hokkaido noodle ค้าาา

          เดินเข้ามาในร้านก็เลือกเมนูตามภาพ แล้วกดได้เลยค่ะ แต่สงสัยคุณลุงพนักงานเห็นเรายืนงงๆ อยู่สักพักเลยเดินเข้ามาแนะนำเมนูให้ ฮ่าๆ รวมๆ ก็เป็นราเมงค่ะแต่มีน้ำซุปให้เลือกหลายแบบ และความเผ็ดหลายระดับเลย ตอนสั่งเลือกแบบสไปซี่ธรรมดามาค้าาา เดี๋ยวมาดูกันหน้าตาจะเป็นยังไงlaugh

ทำให้เห็นกันเลยจ้าาา เพิ่มอรรถรสในการกินได้ดีมาก

มาแย๊ววววว

          ถ้วยใหญ่ม๊ากกกกก เส้นเยอะ เครื่องแน่น สนนราคาอยู่ที่....890¥ จ้าาา เงินไทยก็ประมาณสามร้อยกว่าๆ แต่ขอให้มองข้ามราคาไปก่อน มาที่รสชาติ คุณๆทั้งหลายค้าาาาา คือดีงามอีกแล้วน้ำซุปคือเข้มข้น กลมกล่อมระดับ10 มาก น้ำซุปที่นี้เค้าต้มแบบข้ามวันข้ามคืนกันเลยนะเธ๊ออออ สรุปรักชามนี้อีกแล้ววว เอาไป 10/10 :D โอเคอิ่มแล้ววววว กลับบ้านนอนได้ค้าาาาา zzZZ

Day 4

          วันนี้ตื่นเช้ามากกก เพราะเราต้องเดินทางไกล...หรอ? อืมๆ ไกลละมั้ง ฮ่าๆๆ วันนี้มีแพลนว่าจะไปตลาดปลาซึกิจิ แล้วก็ไป Zushi Beach ตามที่แอนดริวแนะนำมาwink

ระหว่างไปขึ้นรถไฟ แวะแชะหน้าที่พักสะหน่อย ชอบทุกมุมของที่นี่จริงๆ นะ  heart

          1 2 3... ขอเปิดว๊าปมาถึงตลาดปลากันเลยค้าาาา 5555+ วันนี้วันดีอากาศก็กำลังดี... หร๊า!!! ทั้งฝนทั้งลมร่วมมือร่วมใจกันตั้งแต่ออกจากที่พักยันมาถึงตลาดปลาเลยจ๊าาาา แต่ก็นั่นแหละไม่มีอะไรที่จะมาขัดขวางทางกินของชั้นได้ !!! ฮ่าๆ เดินกางร่มใสๆ เป็นนางเอกเกาหลีที่ตลาดปลาวนไปค่ะ 

ฝนตกแบบที่ร่มเอาไม่อยู่ และลมแรงชนิดที่ว่าร่มหัก 5555+

          มาถึงตลาดปลาช่วงเที่ยงๆ พอดีค่ะที่นี่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เยอะแบบต้องยืนต่อคิวรอหน้าร้านกันเลยกันเลยทีเดียว ด้วยความหิวโซงานต่อคิวแบบนี้พวกเราขอบาย เดินวนไปตามซอยเรื่อยๆ ไปเจอร้านนึงอยู่ท้ายสุดของตลาด ไม่ค่อยมีคนพอดีเลยตกลงปลงใจกันร้านนี้เล๊ยยยย "Umai Sushikan" 

หน้าร้านแบบนี้นะ จำไว้ๆ อิอิ

มีบาร์ให้นั่งด้วยเด้อ

          มาถึงที่ร้านก็มีน้ำชามาเสิร์ฟให้ ขอบอกว่าชาเขียวที่นี่เข้มข้นทุกหยดมากค่ะ 555+ อะ อะ มาสั่งอาหารกันเปิดเมนูวนไปวนมา 4-5รอบอย่างกินมันสะทุกอย่างเลือกไม่ถูกเลยsurprise สรุปชุด Sushi จานเบ้อเริ่มเทิ่มมา ข้าวหน้าปลาดิบ และของทอดนิหน่อย นี่ขนาดเลือกไม่ถูกนะ 5555+

มา 4 คนนะ  สั่งอะไรใจเย็นกันหน่อย...หิวใช่ม๊ายยยย555+

Set นี้ประมาณ 2,200 ¥ ประมาณ 730 บาทไทยค้าาาา

SPONSORED

พุ่งเป้าไปที่ไข่ปลาแซลมอนของโปรดของชั้น :P

จานนี้ของพี่ต้น laugh

แหละนี่ของเราเองค๊าาาา หูยยยยย

          อิ่มแล้ววววสำหรับร้านนี้เราคุ้มนะ ของถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลย ความสดไม่ต้องพูดถึงสดมากกกก ที่สำคัญราคาน่าคบ เท่าที่เดินสำรวจมาทุกร้านในตลาดปลาซึกิจิ ร้านนี้ราคาเป็นมิตรสุดๆ เชื่อมั้ย? อ้าวต้องเชื่อสิ 5555+ ราคาข้าวหน้าต่างอยู่ที่ประมาณ 1,200 - 1,600¥ รับรองว่าแทบจะถูกที่สุดในตลาดนี้แน่นอน laugh

          ปะ ปะ ปะ กินเสร็จออกจากร้านก็ประมาณบ่ายโมงครึ่งในขณะที่ฝนก็ยังตกไม่หยุด ด้วยความรั้นของเราทุกคนก็ยังตั้งใจที่จะไปให้ถึง Zushi Beach กันแบบไม่แคร์สภาพอากาศเลย ฮ่าๆ เราก็นั่งรถไฟไปกันเรื่อยๆ จุดพีคก่อนถึงทะเลอยู่ที่ไหน? อยู่ที่พวกเรานี่แหละเด้อออ นั่งรถไฟผิดสายผิดแบบไม่นับรอบดีกว่า รวมเวลาที่หลงอยู่บนรถไฟนั่นก็ราวๆ 3ชม. จ้าาาา เป็นอะไรที่แบบเห้ยยย ขึ้นขบวนนั้นก็ผิด ลงมาต่อขบวนนี้ก็ผิด นี่ขนาดถามเจ้าหน้าที่มาแล้วนะ ฮ่าๆ จนเริ่มถอดใจบอกพี่ๆ ผิดอีกรอบนึงเรากลับกันมั้ยพี่ ณ ตอนนั้นคือเพลียมากจริงๆ !!!

นั่งผิดมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้? แต่เป็นสถานีเก่าแก่ที่สวยมากsmiley

มองรูปนี้แล้วรู้สึกอบอุ่นยังไงก็ไม่รู้ smiley

ระหว่างทางที่เดินไป Beach

          ในที่สุดค่ะทุกค๊นนนน มาถึงแล้ววววแต่ต้องเดินต่อไปประมาณ 10-20 นาทีคะกว่าจะถึง Zushi beach ไปค่ะเดินไปเรื่อยๆ อย่าบ่นค่ะ ฮ่าๆ บรรยากาศตอนมาถึงคือฝนหยุดแล้วค้าาาาโชคดีมาก ที่บอกว่าเดิน 10-20 นาทีเดินจริงๆ มันไกลอยู่นะแต่ด้วยบรรยากาศ บ้านเมืองระหว่างทางที่เดินมันดีมากจริงๆ

ระหว่างที่เดิน เรา : พี่ต้นไม่ค่อยถ่ายรูปเลยเนอะ

                    พี่ต้น : พี่ว่ามองด้วยตาเรามันสวยกว่าดูในรูปนะ .... heartangel

หืมมมม ลึกซึ้งว่ะพี่!! แต่พอมาคิดตาม เออมันก็จริงนะเราเห็นบางคนไปเที่ยวที่สวยๆ ไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปเยอะแยะด้วยซ้ำ เพราะเค้าให้ความสำคัญกับภาพจำ ไม่ใช่ภาพถ่าย :) 

ระหว่างทางไป beach...

blush

Chasing The Sunset.

          ถึงแล้วววว Zushi Beach ด้วยความตื่นเต้นเพราะไปถึงกว่าไม่ทันเพราะอาทิตย์ตก วิ่ง วิ่ง วิ่ง ประหนึ่งเด็กวิ่งตามรถไอติม ต้องขอบคุณภาพนี้จากพี่ต่อที่ถ่าายไว้ทัน 5555+

          หลังจากวิ่งข้ามมาอีกฝั่ง พอขึ้นมาถึงบอกได้คำเดียวว่า "หายเหนื่อย" ลืมการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อย ลืมการหลงทางทั้งหมดเลยจริงๆ มันสวยมากกกก สวยจนต้องยืมคำพี่ต่อมาพูด "มองด้วยตา มันสวยกว่าในรูป" blush 

          ส่วนตัวแล้วชอบภาพนี้มากกกก ไม่รู้ด้วยแสงหรืออะไรมองแล้วรู้สึกสบายใจดี... เห็น "ภูเขาไฟฟูจิ" ด้วยนะheart 

          หลังจากนั่งดูพระอาทิตย์ตก จนฟ้าเริ่มมืดพวกเราก็กลับมาเดินเล่น และหาอะไรกินแถวที่พักกันเพราะ 4 วันที่ผ่านมาออกเดินทางตลอดเลย คืนนี้ขอชิวๆ บ้าง... และแล้วพี่ต่อนักสำรวจก็ได้นำเสนอร้านเนื้อ เพราะพี่แกแอบมาซุ่มดูหลายวันแล้ว5555+ เราเลยตกลงไปร้านนี้กัน อันนี้ก็ไม่รู้ชื่อร้านอะไร ป้ายชื่ออันไหนก็ไม่รู้ ฮ่าๆ

เมนูเยอะมากกก

นี่คือที่เราสั่งมาค้าาา

          จะบอกว่าเนื้อดีมากกกกกก ตอนเราสั่งเราก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน เพราะอะไร? เมนูภาษาญี่ปุ่นหมดนิงายยยย เลยเลือกเมนูที่เป็นเมนูแนะนำ... โอ้โหหหหหบอกเลยที่สั่งมาทั้งหมดอร่อยทุกอย่าง เนื้อนุ่ม หวาน ไม่ต้องมาซอสหรือน้ำจิ้มเลยด้วยซ้ำ เอาไปอีก 10/10 อีกรอบนึง ราคาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคเลยนะ

          Set เนื้อจานใหญ่ราคาอยู่ที่ 5,400¥  ส่วนจานเล็กก็ประมาณ 499¥ รวมเครื่องดื่มรวมข้าวด้วย คิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 2,500 บาทแน่ค้าาา หาร 4 คน ตกคนละห้าร้อยกว่าๆ เอ๊งงงง laugh

Day 5

          วันนี้วันสุดท้ายที่เราจะอยู่ญี่ปุ่นกันแล้วค้าาาา แอบเสียใจเบาๆ ร้องไห้กระซิกๆ 5555+ แต่ก็ไม่หยุดยั้งที่จะมีแพลนไปเที่ยวต่อ เครื่องออกตั้ง 11:00pm. แหนะฉะนั้นเวลามีค่ารีบตื่นไปเที่ยวต่อโลด อิอิ วันนี้เรามา"วัดเซนโซจิ" หรือ "วัดอาซากุซะ" การเดินทางก็ใช้รถไฟฟ้าเหมือนเดิมค่ะ สะดวกสบายจริงๆ wink

มุมนี้เห็น Tokyo Stytree ด้วยค้าาาา

          ระหว่างทางเดินไปที่วัดก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ :)

ข้ามถนนก็ถึงวัดแล้วค้าาาา

          หลังจากข้ามถนนมาทางเข้าวัด ระหว่างทางที่เดินเข้าวัดก็จะมีร้านค้าขายของอยู่ตลอดทางเลยค่ะ ทั้งของฝาก ของที่ระลึก ของกิน ร้านขนมโบราณ และร้านขายเสื้อผ้า เดินดูได้เพลินๆ น๊าาาา

ร้านขนมโบราณ

          วัด "อะซากุสะ" เป็นวัดพุทธที่นับถือเจ้าแม่กวนอิม ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมองค์เล็กเพียง 5 นิ้ว อยู่ด้วยและที่สำคัญยังเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียวด้วยจ้า เดินเข้ามาผ่านประตู Kaminarimon หรือ Thunder Gate ก็จะเห็นโคมแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของวัดนี้เลยค่ะ เมื่อเดินลอดผ่านโคมแล้วมองขึ้นไปจะเป็นเป็นไม้แกะลายมังกรอยู่ด้วยนะ smiley

โคมแดงขนาดใหญ่ที่ประตู Kaminarimon

กระถางธูปขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางวัดเลยจ้าาา

          เดินเข้ามาจะเจอสิ่งสะดุดตาคือกระถางธูปขนาดใหญ่ยักษ์ ที่มีความเชื่อว่าเมื่อมาที่วัดนี้แล้วถ้าได้รับควันติดตัวไป จะทำให้โชคดีมีสุข เพราะฉะนั้นทุกคนที่มาจึงไม่พลาดที่จะมายืนเอามืออังที่กระถางธูปไว้ บางคนก็กวักควันธูปเข้าตัว อ้าวเห็นอย่างงี้เราเองก็ไม่รอช้าสิ กวักๆ เข้าตัวด้วยจะได้โชคดีมีสุข blush

สักการะเจ้าแม่กวนอิมตรงนี้ค่ะ

ระหว่างทางเดินออกมามี่ที่เสี่ยงเซียมซี ต้องหย่อนเงิน 100 ¥ค๊าาา

ออกมาแล้วขอ 1 รูป ฮ่าๆๆ

กลัวแล้วค๊าาา cheeky

          หลังจากเที่ยวชม และสักการะเจ้าสิงศักสิทธิ์ที่วันอะซากุสะเรียบร้อย พี่ต้นของเราก็นำเสนอไอติร้านดังในย่านนั้น และอยู่ใกล้กับวัดสามารถเดินไปได้พอดี ร้อนๆ อย่างงี้จะรอช้าทำไม? นำไปเลยค๊าาาาพี่ต้น !!!!

           ร้านไอศกรีมร้านนี้ชื่อว่า "Zusukien" เป็นร้านไอศกรีมเจลาโต้ที่เน้นชาเขียว ทำไมถึงบอกว่าเน้นชาเขียว? เพราะจุดเด่นของร้านนี้เค้ามีระดับความเข้มข้นของไอศกรีมชาเขียวตั้ง 7 ระดับค่ะคู๊ณณณณณณ!!! เนื่องจากว่าร้านนี้เป็นร้านดังจะมากินทีก็ต้องเข้าคิวกันหน่อยนะจ๊ะ แต่มันไม่ได้นานขนาดนั้นนะแปปเดียวค้า ระหว่างยืนรอคิวพนักงานก็มีเมนูมาให้เลือกแบบในภาพ ราคาก็ตามรูปเลยเนอะอยากได้กี่ระดับ กี่สคูปก็เลือกได้เลยเด้อ อ่อเค้ามีแบบโคนและแบบถ้วยให้เลือกด้วยนะจ๊ะ :)

ถึงคิวแล้วววว หืม...น่ากินทุกรสเลยอะ 5555+

เดาถูกมั้ยโคนไหนเข้มระดับ 7 ?

อันนี้ระดับ 4 ค่ะ ราคาก็ 380 ¥ จ้าาา

          ท๊าด๊าาาาา ได้มาแล้วค้าาาาดูจากรูปเพื่อนแป๋มนางเลือกระดับ 7 เข้มข้นสุด ชนิดที่ว่ากินแล้วเป็นสีเขียวๆ ติดฟันกันเลยทีเดียว!! อันนี้เรื่องจริงนะไม่ได้โม้ 5555+ ส่วนของเราขอเบาๆ ระดับ 4 กำลังดี อิอิ

          หลังจากเครมไอศกรีมกันเรียบร้อยก็กลับไปย่าน Ueno กันอีกรอบไปซื้อของฝากที่ตึกม่วง ถึงเวลานั้นค่อนข้างต้องทำเวลาแล้ววววเพราะเที่ยวเพลินไปหน่อย ฮ่าๆ ซื้อของฝากเสร็จก็ไม่วายที่จะหลงสถานีกันอี๊กกกก...

อ้าวเจอแล้วรีบๆ กันหน่อยค๊าาาา จะไม่ทันเชคอินเด้อออออ

           เพราะเราฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อคเกอร์ของสถานีรถไฟฟ้าฝากเสร็จก็ไปเที่ยวชิวๆ ที่ญี่ปุ่นเกือบจะทุกสถานีจะมีที่ล็อคเกอร์สำหรับฝากกระเป๋าให้ค่ะ จะมีให้เลือกเป็นตู้เล็กกับตู้ใหญ่ ราคาจะอยู่ประ 400¥ -700¥ ตามขนาดค๊าาาา แต่ตอนกลับนี่สิอย่างที่รู้กันว่า subway ที่ประเทศญี่ปุ่นมันมีหลายสาย หลายแยกมากๆ แล้วเราดันไปหลงหาล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าไม่เจอ อ้าวช่วยกันวิ่งหาอย่างสนุกสนานจ้าาา เครื่องออกห้าทุ่มครึ่ง เจอกระเป๋ากันประมาณสามทุ่ม... พีคกว่านั้นไปอีกคือไปรอรถไฟฟ้าแล้วไม่มาสักที ก็วิ่งลากกระเป๋าหอบของเปลี่ยนสถานีสรุปถึงสนามบินกันเกือบๆ สีทุ่มครึ่ง เฮ้ออออนี่สรุปหลงกันยันหยดสุดท้ายที่จะกลับ 5555+

และแล้วก็ถึงสนามบิน ทันเชคอินอย่างเฉียดฉิวจ้าาาา

          เย้ !!! จบแล้วค๊าาาสำหรับทริปนี้ #Japannoplan ของเราเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกที่ค่อนข้างต้องใช้ความแข็งแกร่งมาก เพราะ70% เวลาออกไปไหนมาคือการเดิน เดิน เดิน แล้วก็เดิน 5555+ แต่มันคือประสบการณ์ใหม่ของชีวิตที่จะไม่มีวันลืมแน่ๆ wink

          การที่เราได้ออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะมากๆ รู้สึกเหมือนตัวเราเองจะโตขึ้นด้วยนะ ฮ่าๆ สุดท้ายก็หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านคงจะชอบนะคะ หรืออาจจะชอบมั้งก็ได้เนอะ ความรู้ในรีวิวนี้ไม่ค่อยมี แต่เค้าเขียนมาจากใจเลยน๊าาาา :P

heart

0.00 - 0.00 บาท
Rating Distribution
รสชาติอาหาร
5.00
การบริการ
5.00
ความสะอาด
5.00
ตกแต่งสถานที่
5.00
ราคาเหมาะสม
5.00
ที่อยู่ :
ประเทศ Japan
เบอร์ติดต่อ :
-
ช่วงเวลา :
-
ช่วงราคา :
0.00 - 0.00 บาท
ที่จอดรถ :
ไม่ระบุ
รับบัตรเครดิต :
ไม่ระบุ
รับจองล่วงหน้า :
ไม่ระบุ

TOP