‘หาดทิพย์’ ย้ำไม่ขึ้นราคาสินค้า แม้ต้นทุนพุ่ง กระทบกำไรกว่า 100 ล้านบาท มุ่งดูแลผู้บริโภคในยุคข้าวยากหมากแพง

 

 

 

 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบหลายด้าน บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า แม้บริษัทต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น


พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อหลายต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นค่าโลจิสติกส์ การขนส่ง รวมไปถึงราคาเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทขวด PET จากปัจจัยดังกล่าว บริษัทประเมินว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทลดลง มากกว่า 100 ล้านบาท
 

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 หาดทิพย์เลือกใช้กลยุทธ์บริหารจัดการภายในองค์กรอย่างเข้มข้น โดยเน้นการสร้างรายได้ผ่านช่องทางจำหน่ายที่ยังมีศักยภาพเติบโต เช่น ร้านค้าทั่วไป ร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ พร้อมกันนี้บริษัทยังดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น รวมถึงการวางแผนการตลาดเชิงรุก เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าในเครือหาดทิพย์เป็นตัวเลือกแรก ด้านการลงทุนในปีนี้ บริษัทวางงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ประมาณ 6–7% ของยอดขาย เพื่อพัฒนาโครงสร้างธุรกิจและเสริมศักยภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของหาดทิพย์ คือการพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะ เครื่องดื่มราคา 10 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคยังสามารถจับต้องได้ในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

 

บริษัทมองว่าแม้น้ำอัดลมจะเป็นสินค้าบริโภคทั่วไป แต่ก็เป็นสินค้าเล็กๆ ที่สามารถสร้างความสุขในช่วงเวลาประจำวันของผู้บริโภคได้ “ปี 2569 เรามุ่งเน้นการ Execute แผนงานให้เกิดผลจริง คุมสิ่งที่ควบคุมได้ ต้องมีวินัยในการทำงาน และเพิ่มสปีดในการบริการลูกค้า โดยโฟกัสแต่ละช่องทางจำหน่ายตามแผนที่วางไว้” พลตรี พัชร กล่าว 

แม้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หาดทิพย์ยืนยันว่า ในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากไม่ต้องการผลักภาระไปยังผู้บริโภคทั้งนี้ เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมยังเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง (Watch List) ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหากมีการปรับราคาจะต้องแจ้งภาครัฐก่อน


อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าแรงกดดันจากต้นทุนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้าน ซัพพลายเชน ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามระหว่างประเทศ

“สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุด ไม่ใช่เพียงต้นทุนพลังงานหรือสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น แต่คือความเสี่ยงของซัพพลายเชน หากเกิดการดิสรัปชันจนวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติกขาดแคลน ก็จะส่งผลต่อทั้งอุตสาหกรรม” พลตรี พัชร กล่าวทิ้งท้าย 


ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ

.


TOP